วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

คิดเกรด :#

<?php
$score = -1;
echo "score: ";
if($score>79)
{
echo "A";
}
elseif ($score>74)
{
echo "B+";
}
elseif ($score>69) {
echo "B";
}
elseif ($score>64) {
echo "C+";
}
elseif ($score>59) {
echo "C";
}
elseif ($score>54) {
echo "D+";
}
elseif ($score>49) {
echo "D";
}
elseif ($score>0)
{
echo "E";
}
else
{
echo "<font color='#E74C3C'>Invalid</font>";
}
 ?>

วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556

1. ทุ่งสังหาร” (KILLING FIELD) ประเทศกัมพูชา

ในที่สุดก็มาถึงอันดับที่ 1 ของสถานที่สยองรอบโลกอย่าง ทุ่งสังหาร” (KILLING FIELD) สถานที่กองกำลังเขมรแดงในอดีตใช้ประหารนักโทษทางการเมือง โดยมีวิธีการฆ่าก็เป็นไปอย่างหฤโหด คือ จับนักโทษเอามือไพล่หลัง ให้นั่งคุกเข่าแล้วผู้คุมจะใช้ไม้ตีต้นคอ ไม่ว่าจะเป็นเสียม จอบ หรือไม้ตีเบสบอลเอามาใช้ฆ่าคนได้ทั้งสิ้น เป็นการประหยัด เพราะถ้าใช้ลูกปืนยิงจะแพงกว่าเอาไม้ตี และใกล้ๆกับทุ่งกว้างนั้นยังมีต้นไม้ใหญ่ 2 ต้น ลักษณะคล้ายต้นก้ามปูบ้านเรา ต้นหนึ่งไว้ใช้ติดเครื่องขยายเสียง หรือลำโพงเอาไว้ถ่ายทอดเสียงนักโทษที่ชอบร้องครวญครางก่อนจะถูกฆ่า เพื่อให้ได้ยินโดยทั่วกัน จะได้ไม่กล้ากรีดร้องกันมากนัก เพราะการร้องจะทำให้เพิ่มความน่ากลัวกันไปใหญ่ ส่วนต้นก้ามปูอีกต้นหนึ่ง เรียกว่า ต้นไม้สังหาร จะใช้กับเด็กๆ ไม่ว่าเด็กเล็กหรือเด็กโต ผู้คุมจะจับสองเท้ารวบเข้าหากันแล้วจับฟาดเปรี้ยงกับต้นไม้ เด็กเล็กๆ จะเสียชีวิตทันที แล้วจากนั้นก็โยนลงหลุม บางหลุมถูกฆ่ายกครอบครัวพ่อแม่ลูก บางหลุมขุดขึ้นมาแล้วไม่พบหัวเลยก็มี เป็นผีหัวขาด เหลือแต่โครงกระดูก นักโทษเหล่านี้อาจจะเป็นปัญญาชนหรือนักโทษที่หัวรุนแรง ไม่ก็พวกที่มีแนวคิดต้องต้านเขมรแดง เลยตัดหัวเสียบประจานเสียก่อนจะส่งตัวมายังทุ่งสังหาร ทีมงาน toptenthailand ขอยกให้เป็นสถานที่สยดสยองเสียจริงๆ “ทุ่งสังหาร” ไม่มีที่ไหนในโลกจะเสมอเหมือนกับการเข่นฆ่ามนุษย์ชาติที่ทารุณเช่นนี้..

2. อัลคาแทรซ, ซานฟรานซิสโก (Alcatraz) ประเทศสหรัฐอเมริกา

อันดับที่ 2 นี่คือคุกที่มีชื่อเสียงที่สุดของอเมริกา อัลคาแทรซ (Alcatraz) สถานที่คุมขัง อัลคาโปน เจ้าพ่อชื่อดัง และภายในคุกสยอง วังเวงจริงๆ และได้ฉายาว่าเดอะร็อกเป็นคุกที่ไม่มีใครแหกสำเร็จ ถึงแม้จะมีนักโทษพยายามใช้ของชิ้นเล็กๆ ตัดซี่กรงเหล็กและแอบว่ายน้ำหนีออกไป แต่ก็ไม่ปรากฏว่าเขามีชีวิตรอดไปได้ นักโทษหลายคนตายในห้องขังที่นี่ ส่วนหนึ่งตายเพราะบาดแผลติดเชื้อ และนี่เองเป็นที่มาของเสียงประหลาดมากมาย เช่น เสียงตัดเหล็ก เสียงปิดประตูห้องขัง เสียงหวีดร้องจากใต้ดิน และความรู้สึกถูกจ้องมอง ปัจจุบันคุกนี้เปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว แถมเปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถค้างคืนได้ด้วยนะจะบอกให้ ว่าแต่จะแฟนๆชาว toptenthailand คนใดกล้าไปค้างบ้าง?

3. ปราสาทของวลาด ดารคู ทรานซิลวาเนีย ประเทศโรมาเนีย

อันดับที่ 3 ปราสาทที่เป็นแหล่งที่มาของนิยายผีดูดเลือด แดรกคิวล่า ที่ว่าน่ากลัวคือเจ้าชายจอมเสียบ วลาด ดารคูลา ผู้เป็นเจ้าของปราสาท แกชอบเอาจับเอาเหล่าเชลยมาเสียบด้วยไม้แหลมจากก้น จนทะลุขึ้นไปซีกบน แล้วก็เอามานั่งเรียงรายกันไปในบริเวณกว้างๆ เช่นกำแพงเมือง หรือ สนามหญ้าใหญ่ๆ วันไหนครึ้มอกครึ้มใจ เขาก็จะนั่งดินเนอร์ดูการประหารด้วยวิธีนี้เสียตรงนั้นเลย...................อืมอร่อย ส่วนปราสาท ปัจจุบันยังอยู่ครับ แต่...........มันทำไมอยู่สูงจัง แต่แฟนๆชาว toptenthailand ที่จะไปเที่ยวไม่ต้องกังวล เค้าได้สร้างบันไดให้คนขึ้นไปดูความงามปนสยองกันได้สะดวกแล้ว.. 4 คุก และหอคอยลอนดอน (Tower of London) ประเทศอังกฤษ อันดับที่ 4 หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษ สถานที่เกิดเหตุแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ยาวนานกว่า 900 ปี นองเลือด ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เคยเป็นป้อมปราการ, ปราสาทราชวัง, คุก แดนประหาร เป็นสถานที่ตัดหัวของแอนน์ โบลีน พระสนมในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่ทุกวันนี้วันดีคืนดียังมีคนเห็นแอนน์ โบลีนถือหัวและร้องครวญอย่างทรมาน ไม่รวมกับอีกหลายวิญญาณที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในหอคอยแห่งนี้ซึ่งมักจะส่งเสียงร้องขอชีวิต หรือเสียงลากโซ่ตรวนให้ผู้คนได้ยินและปรากฎให้เห็นเป็นระยะๆ จึงทำให้ที่นี่ยังคงโด่งดังเรื่องความหลอนตลอดกาล ปัจจุบันหอคอยลอนดอนเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารและหอคอยหลายหลัง ที่เก็บเครื่องมือทรมานและเครื่องมือประหารนักโทษแบบโหดๆ ของยุคกลาง และมีอีกาดำด้วย ดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆแหละ

4. คุก และหอคอยลอนดอน (Tower of London) ประเทศอังกฤษ

อันดับที่ 4 หอคอยลอนดอน ประเทศอังกฤษ ประเทศอังกฤษ สถานที่เกิดเหตุแห่งประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ยาวนานกว่า 900 ปี นองเลือด ซับซ้อนซ่อนเงื่อน เคยเป็นป้อมปราการ, ปราสาทราชวัง, คุก แดนประหาร เป็นสถานที่ตัดหัวของแอนน์ โบลีน พระสนมในพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่ทุกวันนี้วันดีคืนดียังมีคนเห็นแอนน์ โบลีนถือหัวและร้องครวญอย่างทรมาน ไม่รวมกับอีกหลายวิญญาณที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในหอคอยแห่งนี้ซึ่งมักจะส่งเสียงร้องขอชีวิต หรือเสียงลากโซ่ตรวนให้ผู้คนได้ยินและปรากฎให้เห็นเป็นระยะๆ จึงทำให้ที่นี่ยังคงโด่งดังเรื่องความหลอนตลอดกาล ปัจจุบันหอคอยลอนดอนเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นกลุ่มอาคารและหอคอยหลายหลัง ที่เก็บเครื่องมือทรมานและเครื่องมือประหารนักโทษแบบโหดๆ ของยุคกลาง และมีอีกาดำด้วย ดูแล้วก็น่ากลัวจริงๆแหละ

5. ปอมเปอี (Pompei) ประเทศอิตาลี

อันดับที่ 5 ปอมเปอีเมืองเก่าสมัยกลาง ตั้งอยู่บริเวณภาคใต้ของคาบสมุทรอิตาลี ริมอ่าวเนเปิล เมืองนี้เป็นชุมชนขึ้นมาก่อนคริสต์ศักราช โดยอยู่ใต้อิทธิพลของกรีก ต่อมาราว 80 ปีก่อนคริสตกาลกลายเป็นเมืองตากอากาศฤดูร้อนของชาวโรมันหลังตกเป็นอาณานิคมของอาณาจักรโรมัน กระทั่ง ถูกภูเขาไฟระเบิดถล่มทั้งเมือง ตอนนี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สยองขวัญมาก เค้าหล่อรูปคนตายในท่าที่ถูกลาวาทับไว้ ก็เลยเป็นสถานที่แสดงท่าหนีตายของชาวเมืองไปเพราะวปอมเปเอียนและสัตว์เลี้ยงแข็งเป็นหินคงสภาพเกือบทุกประการ รวมถึงความหวาดกลัวต่อความตายที่ยังตราติดอยู่บนดวงหน้า บางซากนั่งเอามือปิดหน้า บางซากซบอยู่กับกำแพง ปอมเปอีจึงได้อีกชื่อว่า "ซากเมืองแห่งความตาย" ปัจจุบันเมืองโบราณปอมเปอีได้รับการฟื้นฟู องค์การยูเนสโก้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1997

6. โรงงานนรก “ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz) ประเทศโปแลนด์

อันดับที่ 6 สยองที่สุด ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง กับ “ค่ายเอาชวิตซ์” (Auschwitz)ที่ใกล้เมืองเอาชวิตซิน โดยค่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อสังหารชาวยิวด้วย การรมแก๊สพิษและเผาในเตาเผา โดยมีเหยื่อที่โดนถึง 1 ล้านสองแสนคน จากที่ต่างๆ ทั่วยุโรป จํานวน 22 ล้านคน ไปที่ค่าย โดยขนไปทางรถยนต์ รถไฟ และเรือเดินสมุทร และปัจจุบันสภาพยังเหมือนเดิมทุกประการไม่ว่าเตารมแก๊ส เตาเผา ค่ายพัก คุก มีกลิ่นแห่งความตายติดมาด้วย พร้อมกับความวังเวง เมื่อท่านไปก็อาจเจอผีชาวยิวที่ไม่ไปเกิดอีก เรียกว่าได้สองเด้งกันเลย ปัจจุบันเอาชวิตซ์เป็นจุดท่องเที่ยวที่สำคัญ และมีนักท่องเที่ยวสนใจมากที่สุด แห่งหนึ่งของ โปแลนด์ ซึ่งพยายามรักษาสภาพ เอาชวิตซ์ให้ใกล้เคียง สภาพเดิมให้มากที่สุด